รวมแนวข้อสอบ ก.พ. ภาค ก หมวดกฎหมาย ชุดที่ 1 สำหรับผู้เตรียมสอบราชการ ใช้ฝึกทำข้อสอบ อ่านเฉลย และทบทวนประเด็นกฎหมายที่ออกสอบบ่อย
แนวข้อสอบชุดนี้เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก และผู้ที่ต้องการทบทวนกฎหมายราชการพื้นฐาน เช่น ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และมาตรฐานทางจริยธรรม
ดาวน์โหลด PDF
สามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF ของชุดนี้ไว้ฝึกทำแบบออฟไลน์ได้ ภายในไฟล์มีข้อสอบ 40 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายท้ายไฟล์
ทำข้อสอบพร้อมดูเฉลย
ด้านล่างเป็นข้อสอบแบบ interactive สามารถอ่านคำถาม คิดคำตอบด้วยตนเอง แล้วกดปุ่มดูเฉลยเพื่ออ่านคำตอบและคำอธิบายสั้น ๆ ของแต่ละข้อ
คำแนะนำก่อนนำไปใช้
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อการฝึกทบทวน ควรตรวจสอบกฎหมาย ระเบียบ และประกาศล่าสุดควบคู่กันก่อนสอบจริง เพราะเนื้อหากฎหมายอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมตามเวลา
ข้อที่ 1: พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสิ่งใด
- ก. ยกเลิกแผนปฏิบัติราชการ
- ข. เพิ่มขั้นตอนราชการ
- ค. ให้การบริหารราชการเกิดประโยชน์สุขของประชาชน
- ง. ลดการประเมินผล
กฎหมายฉบับนี้เน้นประโยชน์สุขของประชาชน ผลสัมฤทธิ์ ประสิทธิภาพ และความโปร่งใส
ข้อที่ 2: หน่วยงานควรจัดทำแผนปฏิบัติราชการเพื่อประโยชน์ใด
- ก. แทนการให้บริการประชาชน
- ข. เพื่อเพิ่มขั้นตอนลงนาม
- ค. กำหนดเป้าหมาย แนวทาง และการติดตามผลให้ชัดเจน
- ง. เพื่อเลี่ยงการประเมินผล
แผนช่วยทำให้งานมีทิศทางและประเมินผลได้
ข้อที่ 3: การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนควรทำอย่างไร
- ก. เปลี่ยนแบบฟอร์มโดยไม่แจ้ง
- ข. เรียกเอกสารเพิ่มโดยไม่จำเป็น
- ค. ไม่ประกาศหลักเกณฑ์
- ง. จัดช่องทางและข้อมูลบริการให้ชัดเจน เข้าใจง่าย
บริการที่ดีต้องทำให้ประชาชนรู้ขั้นตอน สิทธิ และระยะเวลาดำเนินการ
ข้อที่ 4: เมื่อหน่วยงานกำหนดระยะเวลาให้บริการประชาชน ควรดำเนินการอย่างไร
- ก. เก็บไว้ใช้ภายในเท่านั้น
- ข. เปลี่ยนทุกวันโดยไม่แจ้ง
- ค. กำหนดโดยไม่วัดความเป็นจริง
- ง. ประกาศให้ประชาชนทราบและปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ
การประกาศระยะเวลาช่วยให้ประชาชนตรวจสอบและวางแผนได้
ข้อที่ 5: การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ต่างจากการทำงานเชิงเอกสารอย่างไร
- ก. วัดเฉพาะจำนวนหนังสือออก
- ข. ไม่ต้องมีเป้าหมาย
- ค. เน้นผลลัพธ์ของภารกิจมากกว่าปริมาณเอกสาร
- ง. ไม่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์
มุ่งผลสัมฤทธิ์คือวัดสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อภารกิจและประชาชน
ข้อที่ 6: ข้อใดเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีตามแนวบ้านเมืองที่ดี
- ก. เพิ่มการเดินทางติดต่อหลายจุด
- ข. ให้ยื่นเอกสารกระดาษเท่านั้นแม้ไม่จำเป็น
- ค. ให้ประชาชนตรวจสอบสถานะคำขอผ่านช่องทางออนไลน์
- ง. ปิดช่องทางสื่อสารทั้งหมด
เทคโนโลยีช่วยลดเวลา ค่าใช้จ่าย และเพิ่มความโปร่งใส
ข้อที่ 7: การบริหารราชการที่ดีควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งใด
- ก. เฉพาะการประชุมภายใน
- ข. เฉพาะจำนวนคำสั่งที่ออก
- ค. ผลการดำเนินงานและผลกระทบต่อประชาชน
- ง. เฉพาะความครบถ้วนของแฟ้ม
ความรับผิดชอบต้องเชื่อมโยงกับผลลัพธ์และผู้รับบริการ
ข้อที่ 8: เจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบเพื่อข่มขืนใจให้บุคคลมอบทรัพย์ให้ตน มีลักษณะสำคัญใด
- ก. เป็นการซื้อขายตามปกติ
- ข. เป็นการให้บริการตามขั้นตอนทุกประการ
- ค. ใช้อำนาจหน้าที่กดดันเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
- ง. เป็นการใช้สิทธิส่วนบุคคล
ความผิดนี้เน้นการใช้อำนาจราชการไปกดดันหรือจูงใจเพื่อประโยชน์มิชอบ
ข้อที่ 9: คำว่า โดยทุจริต ในบริบทความผิดเจ้าพนักงานสื่อถึงอะไร
- ก. ทำผิดพิมพ์เล็กน้อย
- ข. แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
- ค. เข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนโดยสุจริต
- ง. ทำงานช้าโดยไม่มีผลเสีย
เจตนาทุจริตเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดหลายฐาน
ข้อที่ 10: ข้อใดช่วยป้องกันความเสี่ยงความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
- ก. ใช้ดุลพินิจเพื่อญาติ
- ข. รับของขวัญจากผู้ขออนุญาต
- ค. ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โปร่งใส และบันทึกเหตุผล
- ง. ไม่เก็บหลักฐานการพิจารณา
การปฏิบัติอย่างโปร่งใสและมีเหตุผลช่วยลดความเสี่ยงทุจริต
ข้อที่ 11: การรับทรัพย์สินหลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นรางวัลจากผู้ได้รับประโยชน์ควรระวังเรื่องใด
- ก. ไม่มีผลต่อความน่าเชื่อถือ
- ข. อาจถูกมองว่าเป็นประโยชน์ตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่
- ค. เป็นสิทธิส่วนตัวเสมอ
- ง. ไม่เกี่ยวกับจริยธรรม
ผลประโยชน์จากผู้เกี่ยวข้องกับงานอาจก่อข้อสงสัยเรื่องสินบนหรือผลประโยชน์ทับซ้อน
ข้อที่ 12: การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต้องพิจารณาเรื่องใดประกอบ
- ก. ชื่อแฟ้มเอกสาร
- ข. อำนาจหน้าที่ เจตนา ความเสียหาย และประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
- ค. จำนวนวันหยุด
- ง. สีปากกาที่ใช้
การวินิจฉัยความผิดต้องดูข้อเท็จจริงและองค์ประกอบกฎหมายครบถ้วน
ข้อที่ 13: เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าของขวัญจากผู้มาติดต่อราชการรับได้หรือไม่ ควรทำอย่างไร
- ก. รับไว้ก่อนแล้วค่อยแจ้งภายหลังเสมอ
- ข. ปรึกษาหลักเกณฑ์และหลีกเลี่ยงการรับหากเกี่ยวข้องกับหน้าที่
- ค. รับเฉพาะเมื่อไม่มีพยาน
- ง. ให้ผู้มาติดต่อเก็บเป็นความลับ
การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ที่อาจเกี่ยวข้องกับงานช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและจริยธรรม
ข้อที่ 14: ถ้าเจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายโดยหลักควรเรียกร้องจากใคร
- ก. หน่วยงานของรัฐ
- ข. เจ้าหน้าที่เท่านั้นทุกกรณี
- ค. ผู้บังคับบัญชาส่วนตัว
- ง. ศาลรัฐธรรมนูญ
หลักสำคัญคือให้หน่วยงานรับผิดกับบุคคลภายนอกก่อน เมื่อเป็นการปฏิบัติหน้าที่
ข้อที่ 15: คำว่า ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง สื่อถึงพฤติการณ์ใด
- ก. ผิดพลาดเล็กน้อยโดยสุจริต
- ข. ทำตามคำสั่งโดยไม่มีความเสียหาย
- ค. เข้าใจเอกสารคลาดเคลื่อนเล็กน้อย
- ง. ขาดความระมัดระวังอย่างมากเกินกว่าความประมาททั่วไป
การไล่เบี้ยต้องมีระดับความผิดที่รุนแรง เช่น จงใจหรือประมาทร้ายแรง
ข้อที่ 16: กรณีความเสียหายเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน หน่วยงานควรพิจารณาอะไร
- ก. แบ่งเท่ากันโดยไม่ดูพฤติการณ์
- ข. ไม่ต้องสอบข้อเท็จจริง
- ค. ให้คนตำแหน่งต่ำสุดรับผิดทั้งหมดเสมอ
- ง. ส่วนแห่งความรับผิดและพฤติการณ์ของแต่ละคน
การไล่เบี้ยต้องพิจารณาข้อเท็จจริง ความร้ายแรง และสัดส่วนความรับผิด
ข้อที่ 17: ความรับผิดทางละเมิดต่างจากความผิดทางวินัยอย่างไร
- ก. เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด
- ข. ละเมิดไม่มีเรื่องค่าสินไหม
- ค. วินัยใช้เฉพาะเอกชน
- ง. ละเมิดมุ่งเยียวยาความเสียหาย ส่วนวินัยมุ่งควบคุมความประพฤติราชการ
เหตุการณ์เดียวกันอาจมีทั้งความรับผิดละเมิด วินัย หรืออาญาได้
ข้อที่ 18: ข้อใดไม่ใช่หลักที่ถูกต้องเกี่ยวกับการไล่เบี้ย
- ก. ต้องดูประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
- ข. ต้องดูความจงใจ
- ค. หน่วยงานต้องไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่เต็มจำนวนทุกกรณี
- ง. ต้องดูสัดส่วนความรับผิด
การไล่เบี้ยไม่ใช่อัตโนมัติ ต้องพิจารณาเงื่อนไขและสัดส่วน
ข้อที่ 19: หน่วยงานควรทำอย่างไรเมื่อได้รับคำร้องเรียกค่าสินไหมจากการปฏิบัติหน้าที่
- ก. ส่งให้เจ้าหน้าที่รับผิดส่วนตัวเสมอ
- ข. ตรวจสอบข้อเท็จจริง อำนาจหน้าที่ ความเสียหาย และความสัมพันธ์เหตุผล
- ค. จ่ายทันทีโดยไม่สอบ
- ง. ปฏิเสธทันทีทุกกรณี
การพิจารณาต้องเป็นระบบและอิงพยานหลักฐาน
ข้อที่ 20: ข้อใดเป็นคำแนะนำที่ดีสำหรับผู้เข้าสอบเกี่ยวกับกฎหมายละเมิดเจ้าหน้าที่
- ก. ตอบว่าเจ้าหน้าที่รับผิดทุกกรณี
- ข. จำเฉพาะปี พ.ศ. โดยไม่เข้าใจหลัก
- ค. ตอบว่าหน่วยงานรับผิดทุกกรณี
- ง. จำแนกให้ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือเรื่องส่วนตัว และมีจงใจหรือประมาทร้ายแรงหรือไม่
โจทย์มักวัดการแยกสถานะการกระทำและเงื่อนไขการไล่เบี้ย
ข้อที่ 21: พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มุ่งกำหนดเรื่องใด
- ก. อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ข. ค่าธรรมเนียมศาล
- ค. มาตรฐานทางจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ง. การเลือกตั้งทั่วไป
กฎหมายนี้วางกรอบมาตรฐานจริยธรรมที่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องใช้เป็นหลัก
ข้อที่ 22: ข้อใดสะท้อนการกล้าตัดสินใจและทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม
- ก. ปิดบังข้อผิดพลาดของตน
- ข. ทำตามคำสั่งที่ผิดกฎหมายโดยไม่ทักท้วง
- ค. ยืนยันความถูกต้องแม้มีแรงกดดันให้เอื้อประโยชน์มิชอบ
- ง. เลือกปฏิบัติเพื่อคนรู้จัก
เจ้าหน้าที่ต้องยืนหยัดในความถูกต้องและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ
ข้อที่ 23: ข้อใดเป็นตัวอย่างของการมีจิตบริการ
- ก. ทำให้ประชาชนรอนานโดยไม่จำเป็น
- ข. ไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับขั้นตอน
- ค. โยนเรื่องไปมาโดยไม่ช่วยเหลือ
- ง. ให้คำแนะนำประชาชนด้วยความสุภาพและเต็มความสามารถ
จิตบริการทำให้รัฐตอบสนองประชาชนอย่างเหมาะสม
ข้อที่ 24: องค์กรกลางบริหารงานบุคคลมีบทบาทเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมอย่างไร
- ก. ออกคำพิพากษาทางอาญา
- ข. จัดการเลือกตั้ง
- ค. จัดทำหรือกำกับประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ในความรับผิดชอบ
- ง. อนุมัติงบประมาณท้องถิ่นทุกแห่ง
กฎหมายกำหนดกลไกให้หน่วยงานที่รับผิดชอบบุคลากรจัดทำประมวลจริยธรรม
ข้อที่ 25: การรักษาความลับราชการควรทำควบคู่กับหลักใด
- ก. เปิดเผยข้อมูลที่ควรเปิดเผยตามกฎหมายและคุ้มครองข้อมูลที่ต้องรักษา
- ข. เผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่จำเป็น
- ค. ให้ข้อมูลเฉพาะคนสนิท
- ง. ปิดบังทุกเรื่องเสมอ
เจ้าหน้าที่ต้องสมดุลระหว่างความโปร่งใสกับการคุ้มครองข้อมูลที่มีกฎหมายกำหนด
ข้อที่ 26: การไม่เลือกปฏิบัติมีความหมายอย่างไร
- ก. ปฏิบัติต่อประชาชนตามหลักเกณฑ์เดียวกันโดยไม่ลำเอียง
- ข. ให้สิทธิพิเศษแก่คนรู้จัก
- ค. ให้บริการตามอารมณ์
- ง. ปฏิเสธคนที่เห็นต่าง
ความเสมอภาคเป็นพื้นฐานของบริการสาธารณะ
ข้อที่ 27: ข้อใดเป็นผลดีของการมีมาตรฐานจริยธรรมร่วมกัน
- ก. ทำให้ตรวจสอบไม่ได้
- ข. ทำให้เจ้าหน้าที่มีแนวทางปฏิบัติที่ประชาชนเชื่อถือได้
- ค. ทำให้เลือกปฏิบัติได้ง่ายขึ้น
- ง. ทำให้ไม่มีความรับผิดชอบ
มาตรฐานร่วมช่วยสร้างวัฒนธรรมสุจริต โปร่งใส และรับผิดชอบ
ข้อที่ 28: ข้อใดเป็นราชการส่วนภูมิภาค
- ก. เทศบาลและอบต.
- ข. จังหวัดและอำเภอ
- ค. รัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน
- ง. กระทรวงและกรม
ราชการส่วนภูมิภาคตามหลักทั่วไปคือจังหวัดและอำเภอ
ข้อที่ 29: ข้อใดสะท้อนหลักการลดขั้นตอนการปฏิบัติงานของราชการ
- ก. ปรับกระบวนงานให้ประชาชนได้รับบริการเร็วขึ้น
- ข. ให้ประชาชนยื่นเอกสารซ้ำทุกหน่วยงาน
- ค. เลื่อนการให้บริการจนกว่าจะมีคำสั่งเฉพาะราย
- ง. เพิ่มลำดับการลงนามทุกกรณี
หลักลดขั้นตอนมุ่งให้การบริการประชาชนรวดเร็วและไม่สร้างภาระเกินจำเป็น
ข้อที่ 30: ข้อใดเหมาะกับหลักการมอบอำนาจในการบริหารราชการ
- ก. มอบอำนาจโดยไม่ต้องมีขอบเขต
- ข. มอบอำนาจเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทุกกรณี
- ค. มอบอำนาจเพื่อหยุดให้บริการประชาชน
- ง. มอบอำนาจเพื่อให้การปฏิบัติราชการรวดเร็วและคล่องตัว
การมอบอำนาจเป็นเครื่องมือกระจายภาระงาน แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและความรับผิดที่เหมาะสม
ข้อที่ 31: ข้อใดเป็นตัวอย่างการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
- ก. เรียกสำเนาเอกสารที่รัฐมีอยู่แล้วซ้ำเสมอ
- ข. กำหนดช่องทางติดต่อเพียงช่องทางเดียวโดยไม่ประกาศ
- ค. ไม่แจ้งระยะเวลาดำเนินการ
- ง. ลดเอกสารซ้ำซ้อนและแจ้งขั้นตอนบริการให้ชัดเจน
การอำนวยความสะดวกต้องลดภาระประชาชนและทำให้ขั้นตอนเข้าใจง่าย
ข้อที่ 32: การบูรณาการงานระหว่างส่วนราชการมีประโยชน์อย่างไร
- ก. ลดความซ้ำซ้อนและทำให้บริการประชาชนต่อเนื่องขึ้น
- ข. ยกเลิกแผนงานทุกระดับ
- ค. เพิ่มการทำงานแยกส่วน
- ง. ทำให้หน่วยงานไม่ต้องรับผิดชอบงาน
งานรัฐจำนวนมากเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน การบูรณาการช่วยลดช่องว่างและความซ้ำซ้อน
ข้อที่ 33: ข้อใดสะท้อนความรับผิดชอบของหน่วยงานราชการต่อผลการดำเนินงาน
- ก. ไม่มีการวัดผลเพื่อลดภาระ
- ข. ประเมินเฉพาะจำนวนเอกสาร
- ค. กำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลการให้บริการ
- ง. ปิดข้อมูลผลการดำเนินงานทั้งหมด
ผลสัมฤทธิ์ต้องอาศัยตัวชี้วัดและการติดตามที่สมเหตุสมผล
ข้อที่ 34: คำสั่งทางปกครองโดยทั่วไปหมายถึงข้อใด
- ก. สัญญาซื้อขายระหว่างเอกชน
- ข. การใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลเฉพาะราย
- ค. คำพิพากษาของศาล
- ง. กฎหมายทั่วไปที่ใช้กับทุกคน
คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจฝ่ายปกครองที่กระทบสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเฉพาะราย
ข้อที่ 35: การให้เหตุผลในคำสั่งทางปกครองมีประโยชน์อย่างไร
- ก. ใช้แทนข้อเท็จจริงทั้งหมด
- ข. ทำให้คำสั่งใช้บังคับไม่ได้
- ค. ทำให้ผู้รับคำสั่งเข้าใจและตรวจสอบการใช้ดุลพินิจได้
- ง. ทำให้ไม่ต้องแจ้งสิทธิอุทธรณ์
เหตุผลช่วยอธิบายข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และดุลพินิจที่ใช้
ข้อที่ 36: การแจ้งสิทธิอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งมีความสำคัญอย่างไร
- ก. ทำให้เจ้าหน้าที่หมดอำนาจ
- ข. ทำให้คำสั่งเป็นโมฆะทุกกรณี
- ค. ช่วยให้คู่กรณีรู้ช่องทางคุ้มครองสิทธิของตน
- ง. ใช้แทนการพิจารณาข้อเท็จจริง
ผู้ได้รับผลกระทบควรรู้ช่องทางและระยะเวลาที่ใช้คุ้มครองสิทธิ
ข้อที่ 37: ถ้าคำสั่งทางปกครองมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยด้านการพิมพ์ เจ้าหน้าที่ควรทำอย่างไร
- ก. ออกคำสั่งใหม่โดยไม่จำเป็นเสมอ
- ข. ยกเลิกสิทธิของคู่กรณีทันที
- ค. แก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่เปลี่ยนสาระสำคัญ
- ง. ปล่อยให้ผิดเพื่อความรวดเร็ว
ข้อผิดพลาดทางรูปแบบบางอย่างแก้ไขได้หากไม่กระทบสาระสำคัญ
ข้อที่ 38: ข้อใดไม่สอดคล้องกับหลักวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
- ก. รับฟังพยานหลักฐาน
- ข. ออกคำสั่งโดยไม่ให้ผู้ถูกกระทบมีโอกาสชี้แจงทั้งที่ควรรับฟัง
- ค. ให้เหตุผล
- ง. แจ้งสิทธิอุทธรณ์
การรับฟังคู่กรณีเป็นหลักประกันความเป็นธรรม เว้นแต่กฎหมายหรือเหตุจำเป็นกำหนดไว้
ข้อที่ 39: วัตถุประสงค์ของการกำหนดกระบวนการทางปกครองที่ชัดเจนคืออะไร
- ก. ลดสิทธิของคู่กรณี
- ข. ให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยไม่จำกัด
- ค. คุ้มครองสิทธิประชาชนและทำให้การใช้อำนาจรัฐเป็นธรรม
- ง. ทำให้การอุทธรณ์เป็นไปไม่ได้
กระบวนการที่เป็นธรรมช่วยสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐ
ข้อที่ 40: ถ้ากฎหมายเฉพาะกำหนดขั้นตอนพิเศษไว้ หน่วยงานควรทำอย่างไร
- ก. ปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะและใช้หลักกฎหมายกลางเท่าที่ไม่ขัดกัน
- ข. ให้ประชาชนเลือกกฎหมายเอง
- ค. ใช้ดุลพินิจแทนทุกเรื่อง
- ง. ละเลยกฎหมายเฉพาะทั้งหมด
กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเป็นกฎหมายกลาง จึงต้องพิจารณากฎหมายเฉพาะประกอบ