รวมแนวข้อสอบ ก.พ. ภาค ก หมวดกฎหมาย ชุดที่ 3 สำหรับผู้เตรียมสอบราชการ ใช้ฝึกทำข้อสอบ อ่านเฉลย และทบทวนประเด็นกฎหมายที่ออกสอบบ่อย
แนวข้อสอบชุดนี้เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก และผู้ที่ต้องการทบทวนกฎหมายราชการพื้นฐาน เช่น ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และมาตรฐานทางจริยธรรม
ดาวน์โหลด PDF
สามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF ของชุดนี้ไว้ฝึกทำแบบออฟไลน์ได้ ภายในไฟล์มีข้อสอบ 40 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบายท้ายไฟล์
ทำข้อสอบพร้อมดูเฉลย
ด้านล่างเป็นข้อสอบแบบ interactive สามารถอ่านคำถาม คิดคำตอบด้วยตนเอง แล้วกดปุ่มดูเฉลยเพื่ออ่านคำตอบและคำอธิบายสั้น ๆ ของแต่ละข้อ
คำแนะนำก่อนนำไปใช้
แนวข้อสอบนี้จัดทำเพื่อการฝึกทบทวน ควรตรวจสอบกฎหมาย ระเบียบ และประกาศล่าสุดควบคู่กันก่อนสอบจริง เพราะเนื้อหากฎหมายอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมตามเวลา
ข้อที่ 1: คำว่า ความคุ้มค่า ในการบริหารราชการหมายถึงแนวคิดใด
- ก. เลือกวิธีที่แพงที่สุดเพื่อความน่าเชื่อถือ
- ข. ใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ
- ค. ใช้งบประมาณให้หมดทุกปี
- ง. ใช้คนมากที่สุดในทุกงาน
ความคุ้มค่ามองทั้งต้นทุน ทรัพยากร เวลา และผลลัพธ์
ข้อที่ 2: ข้อใดเป็นตัวอย่างการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ
- ก. ทบทวนภารกิจที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน
- ข. เพิ่มงานซ้ำเพื่อความรอบคอบ
- ค. คงภารกิจเดิมทั้งหมดโดยไม่ประเมิน
- ง. ยกเลิกบริการโดยไม่แจ้งประชาชน
กฎหมายบ้านเมืองที่ดีเน้นการปรับปรุงภารกิจให้ทันต่อสถานการณ์
ข้อที่ 3: ข้อใดไม่ใช่แนวทางบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
- ก. ลดขั้นตอน
- ข. ตอบสนองความต้องการของประชาชน
- ค. ไม่เปิดเผยหลักเกณฑ์บริการแก่ประชาชน
- ง. ประเมินผล
ความโปร่งใสและการอำนวยความสะดวกเป็นองค์ประกอบสำคัญ
ข้อที่ 4: ข้อใดสะท้อนหลักความโปร่งใส
- ก. ไม่แจ้งผลการพิจารณา
- ข. เปิดเผยขั้นตอน หลักเกณฑ์ และผู้รับผิดชอบงาน
- ค. ไม่ให้ข้อมูลเพื่อลดคำถาม
- ง. ใช้ดุลพินิจโดยไม่บันทึกเหตุผล
ความโปร่งใสช่วยให้ตรวจสอบได้และลดข้อสงสัย
ข้อที่ 5: คำว่า ประโยชน์สุขของประชาชน หมายถึงการบริหารที่มุ่งใครเป็นศูนย์กลาง
- ก. ประชาชนผู้รับบริการและสังคมส่วนรวม
- ข. เจ้าหน้าที่ผู้ทำเอกสาร
- ค. ผู้รับเหมาเอกชนเท่านั้น
- ง. ผู้บังคับบัญชาเพียงฝ่ายเดียว
หลักนี้ทำให้บริการภาครัฐต้องคำนึงถึงผลที่ประชาชนได้รับ
ข้อที่ 6: ข้อใดช่วยลดปัญหาประชาชนไม่ทราบขั้นตอนราชการ
- ก. กำหนดค่าธรรมเนียมโดยไม่ประกาศ
- ข. ไม่บอกเอกสารที่ต้องใช้ล่วงหน้า
- ค. จัดทำคู่มือหรือประกาศขั้นตอนบริการที่ชัดเจน
- ง. เปลี่ยนขั้นตอนตามดุลพินิจรายวัน
คู่มือบริการทำให้ประชาชนเตรียมตัวได้และตรวจสอบการทำงานได้
ข้อที่ 7: เจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่จัดการหรือรักษาโดยทุจริต เข้าลักษณะความผิดใด
- ก. เจ้าพนักงานยักยอกหรือเบียดบังทรัพย์ในหน้าที่
- ข. หมิ่นประมาท
- ค. ปลอมเอกสารเอกชน
- ง. บุกรุก
มาตราในกลุ่มนี้ลงโทษการเบียดบังทรัพย์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงาน
ข้อที่ 8: เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เข้าลักษณะใด
- ก. การกระทำที่ไม่มีผลทางกฎหมาย
- ข. ความผิดฐานลักทรัพย์ทั่วไป
- ค. คดีแพ่งผิดสัญญาเท่านั้น
- ง. ความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นมิชอบเป็นแกนของความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่
ข้อที่ 9: เจ้าพนักงานทำเอกสารราชการอันเป็นเท็จเพื่อช่วยผู้ยื่นคำขอ มีความเสี่ยงด้านใด
- ก. ความผิดจราจรเท่านั้น
- ข. ความผิดลหุโทษทั่วไปเท่านั้น
- ค. ความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และเอกสารราชการ
- ง. ไม่มีความผิดหากเอกสารสวยงาม
การทำเอกสารเท็จในหน้าที่กระทบความน่าเชื่อถือของราชการ
ข้อที่ 10: องค์ประกอบสำคัญของความผิดหลายฐานในหมวดนี้คือผู้กระทำต้องมีสถานะใด
- ก. ผู้บริโภคทั่วไปเสมอ
- ข. เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย
- ค. นิติบุคคลเอกชนเท่านั้น
- ง. นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น
หลายมาตราเจาะจงผู้กระทำเป็นเจ้าพนักงานเพราะเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่
ข้อที่ 11: เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่เก็บเงินราชการนำเงินไปใช้ส่วนตัวก่อนส่งคืนภายหลัง มีความเสี่ยงอย่างไร
- ก. ไม่มีปัญหาเพราะคืนแล้วเสมอ
- ข. เป็นคดีแรงงานเท่านั้น
- ค. อาจเป็นการเบียดบังทรัพย์ในหน้าที่โดยทุจริต
- ง. เป็นเพียงมารยาทราชการ
การนำทรัพย์ราชการไปใช้ส่วนตัวกระทบองค์ประกอบเบียดบังและเจตนาทุจริต
ข้อที่ 12: ข้อใดไม่ใช่แนวทางป้องกันความผิดเกี่ยวกับหน้าที่ราชการ
- ก. บันทึกเหตุผลการตัดสินใจ
- ข. ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของเพื่อนสนิท
- ค. ปฏิบัติตามระเบียบเดียวกัน
- ง. แยกเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวออกจากงาน
การเอื้อประโยชน์ส่วนตัวขัดกับหลักความเป็นกลางและอาจนำไปสู่ความผิด
ข้อที่ 13: ข้อสอบมักถามเรื่องมาตรา 147 ถึง 166 เพราะเกี่ยวกับประเด็นใด
- ก. กฎหมายล้มละลาย
- ข. กฎหมายครอบครัว
- ค. ความผิดจราจรทางบก
- ง. ความผิดของเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
มาตราในช่วงนี้เป็นเนื้อหาสำคัญของความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ข้อที่ 14: พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มุ่งวางหลักเรื่องใด
- ก. ความรับผิดเมื่อเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่
- ข. การเลือกตั้งท้องถิ่น
- ค. การลงโทษทางอาญาทุกกรณี
- ง. การจัดซื้อจัดจ้างเอกชน
กฎหมายนี้แยกระหว่างละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่กับละเมิดส่วนตัวของเจ้าหน้าที่
ข้อที่ 15: หน่วยงานของรัฐจะไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ได้เมื่อใดโดยหลัก
- ก. เมื่อเจ้าหน้าที่กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
- ข. เฉพาะเมื่อประชาชนร้องขอ
- ค. เมื่อเจ้าหน้าที่ลางาน
- ง. ทุกกรณีที่เกิดความเสียหาย
กฎหมายจำกัดการไล่เบี้ยเพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานโดยสุจริต
ข้อที่ 16: ข้อใดเป็นเหตุผลที่กฎหมายให้หน่วยงานรับผิดกับบุคคลภายนอกก่อน
- ก. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทุกกรณี
- ข. เพื่อให้ประชาชนฟ้องไม่ได้
- ค. เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายและทำให้การเยียวยามีประสิทธิภาพ
- ง. เพื่อยกเว้นกฎหมายแพ่งทั้งหมด
ผู้เสียหายควรได้รับการเยียวยาจากหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ให้
ข้อที่ 17: ข้อใดเป็นการลดความเสี่ยงละเมิดของเจ้าหน้าที่
- ก. ตัดสินใจโดยไม่อ่านเอกสาร
- ข. ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจ
- ค. ใช้ดุลพินิจตามความรู้สึก
- ง. ไม่บันทึกเหตุผล
การมีฐานข้อเท็จจริงและกฎหมายช่วยลดความเสี่ยงความเสียหาย
ข้อที่ 18: การสอบข้อเท็จจริงกรณีละเมิดมีประโยชน์อย่างไร
- ก. ใช้แทนการชดใช้เสมอ
- ข. ทำให้ไม่ต้องดูพยานหลักฐาน
- ค. ทำเพื่อถ่วงเวลาเท่านั้น
- ง. แยกสาเหตุ ความเสียหาย และระดับความผิดของผู้เกี่ยวข้อง
ข้อเท็จจริงเป็นฐานในการวินิจฉัยความรับผิดและสิทธิไล่เบี้ย
ข้อที่ 19: ข้อใดเป็นแนวคิดที่กฎหมายต้องการสมดุล
- ก. ยกเว้นความรับผิดรัฐทุกกรณี
- ข. คุ้มครองผู้เสียหายและคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานสุจริต
- ค. ลงโทษเจ้าหน้าที่ทุกกรณี
- ง. ให้ประชาชนรับความเสียหายเอง
กฎหมายนี้พยายามสร้างสมดุลระหว่างการเยียวยาและการไม่ทำให้เจ้าหน้าที่กลัวการทำงานสุจริต
ข้อที่ 20: หากความเสียหายเกิดจากระบบงานที่บกพร่องร่วมกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ ควรพิจารณาอย่างไร
- ก. ถือว่าไม่มีใครรับผิด
- ข. โทษเจ้าหน้าที่คนเดียวทุกกรณี
- ค. พิจารณาทั้งข้อบกพร่องของระบบและพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่
- ง. ไม่ต้องปรับปรุงระบบ
บางกรณีความเสียหายเกิดจากหลายสาเหตุ ต้องแยกวิเคราะห์อย่างเป็นธรรม
ข้อที่ 21: การยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศเกี่ยวข้องกับมาตรฐานใด
- ก. ระเบียบการแข่งขันกีฬา
- ข. มาตรฐานบัญชีเอกชน
- ค. มาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ
- ง. กฎหมายประกันภัย
มาตรฐานจริยธรรมรวมถึงการยึดมั่นในสถาบันหลักและการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ข้อที่ 22: เจ้าหน้าที่รัฐควรปฏิบัติต่อประชาชนอย่างไร
- ก. เลือกให้บริการเฉพาะคนรู้จัก
- ข. ปฏิเสธโดยไม่ชี้แจงเหตุผล
- ค. ใช้ถ้อยคำดูหมิ่น
- ง. เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การให้บริการอย่างเสมอภาคและเคารพประชาชนเป็นมาตรฐานสำคัญ
ข้อที่ 23: ข้อใดไม่สอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรม
- ก. ให้บริการเสมอภาค
- ข. ปฏิเสธสินบน
- ค. รักษาประโยชน์ส่วนรวม
- ง. ใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ญาติ
การเอื้อประโยชน์ให้ญาติเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดกับความเป็นธรรม
ข้อที่ 24: ข้อใดเป็นแนวทางป้องกันการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับส่วนรวม
- ก. ให้ญาติยื่นเรื่องผ่านตนเอง
- ข. ไม่รับงานหรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตน
- ค. ใช้รถราชการทำธุระส่วนตัว
- ง. รับประโยชน์แล้วไม่บันทึก
การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของราชการ
ข้อที่ 25: ข้อใดสะท้อนความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่รัฐ
- ก. ปฏิเสธเทคโนโลยีทุกกรณี
- ข. ทำงานตามความเคยชินโดยไม่ปรับปรุง
- ค. พัฒนาตนเอง ปฏิบัติงานตามมาตรฐาน และรับผิดชอบผลลัพธ์
- ง. หยุดเรียนรู้หลังบรรจุ
ความเป็นมืออาชีพทำให้งานรัฐมีคุณภาพและทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ข้อที่ 26: การแสดงออกของเจ้าหน้าที่ในสื่อสังคมออนไลน์ควรคำนึงถึงสิ่งใด
- ก. ความเหมาะสม ความเป็นกลาง และภาพลักษณ์ของราชการ
- ข. ดูหมิ่นประชาชน
- ค. เผยข้อมูลลับเพื่อเรียกยอดชม
- ง. รับงานโฆษณาที่ขัดกับหน้าที่
พฤติกรรมออนไลน์อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานและจริยธรรมราชการ
ข้อที่ 27: ข้อใดเป็นราชการส่วนกลางตามโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน
- ก. สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม
- ข. เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล
- ค. จังหวัดและอำเภอ
- ง. สภาจังหวัดและอำเภอ
ราชการส่วนกลางประกอบด้วยสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ข้อที่ 28: การบริหารราชการต้องคำนึงถึงสิ่งใดควบคู่กับผลสัมฤทธิ์
- ก. จำนวนหนังสือราชการที่มากขึ้น
- ข. ความมีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
- ค. การจัดทำรายงานซ้ำหลายชั้น
- ง. ระยะเวลาพิจารณาที่นานขึ้น
กฎหมายกำหนดให้ราชการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน และใช้ทรัพยากรคุ้มค่า
ข้อที่ 29: กระทรวงโดยทั่วไปมีผู้ใดรับผิดชอบทางการเมือง
- ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
- ข. ปลัดอำเภอ
- ค. ประธานศาลปกครอง
- ง. นายกเทศมนตรี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของกระทรวงตามหลักทั่วไป
ข้อที่ 30: การกำหนดเป้าหมายการปฏิบัติราชการควรยึดหลักใด
- ก. เป้าหมายเฉพาะประโยชน์ของเจ้าหน้าที่
- ข. เป้าหมายชัดเจน ตรวจสอบได้ และตอบสนองประชาชน
- ค. เป้าหมายคลุมเครือเพื่อยืดหยุ่นทุกกรณี
- ง. เป้าหมายที่วัดผลไม่ได้
แนวคิดผลสัมฤทธิ์ต้องมีเป้าหมายที่ติดตามและประเมินผลได้
ข้อที่ 31: ข้อใดไม่สอดคล้องกับหลักการบริหารราชการแผ่นดินสมัยใหม่
- ก. เน้นผลสัมฤทธิ์
- ข. ลดขั้นตอน
- ค. อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
- ง. สร้างขั้นตอนเกินจำเป็นโดยไม่มีเหตุผล
ขั้นตอนที่เกินจำเป็นขัดกับแนวคิดประสิทธิภาพและการอำนวยความสะดวก
ข้อที่ 32: ถ้าหน่วยงานพบว่าภารกิจหนึ่งซ้ำซ้อนกับอีกหน่วยงาน ควรดำเนินการอย่างไร
- ก. เพิ่มแบบฟอร์มเพื่อแยกงาน
- ข. หยุดบริการทั้งหมดทันที
- ค. ปล่อยให้ประชาชนยื่นเรื่องหลายรอบ
- ง. ประสานและปรับกระบวนงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน
การลดความซ้ำซ้อนเป็นส่วนหนึ่งของประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
ข้อที่ 33: ข้อใดควรเป็นท่าทีของเจ้าหน้าที่เมื่อต้องให้บริการตามหลักบริหารราชการที่ดี
- ก. ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สุภาพ และตรวจสอบขั้นตอนได้
- ข. ใช้ดุลพินิจโดยไม่มีเหตุผล
- ค. เรียกเอกสารเพิ่มโดยไม่ชี้แจง
- ง. ปฏิเสธการให้ข้อมูลทุกกรณี
เจ้าหน้าที่ควรให้บริการอย่างโปร่งใส มีเหตุผล และตรวจสอบได้
ข้อที่ 34: พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เกี่ยวข้องกับเรื่องใดเป็นหลัก
- ก. การจัดตั้งบริษัทเอกชน
- ข. หลักเกณฑ์การใช้อำนาจทางปกครองและการออกคำสั่งทางปกครอง
- ค. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น
- ง. การพิจารณาคดีอาญาของศาล
กฎหมายนี้เป็นกฎหมายกลางว่าด้วยกระบวนการทางปกครองของเจ้าหน้าที่
ข้อที่ 35: ก่อนออกคำสั่งทางปกครองที่อาจกระทบสิทธิ คู่กรณีควรได้รับโอกาสใด
- ก. โอกาสยกเลิกกฎหมาย
- ข. โอกาสออกคำสั่งแทนเจ้าหน้าที่
- ค. โอกาสกำหนดโทษเอง
- ง. โอกาสทราบข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐาน
การให้คู่กรณีชี้แจงเป็นหลักประกันความเป็นธรรมขั้นพื้นฐาน
ข้อที่ 36: คำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยหลักทั่วไปควรมีลักษณะใด
- ก. ออกโดยไม่มีอำนาจ
- ข. มีอำนาจตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงเพียงพอ และมีเหตุผล
- ค. ไม่อ้างข้อเท็จจริงใด
- ง. ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ
ความชอบด้วยกฎหมายต้องดูอำนาจ ขั้นตอน ข้อเท็จจริง และเหตุผล
ข้อที่ 37: หลักความได้สัดส่วนในการออกคำสั่งทางปกครองหมายถึงอะไร
- ก. เลือกมาตรการที่สะดวกเจ้าหน้าที่เท่านั้น
- ข. มาตรการที่ใช้ต้องเหมาะสม จำเป็น และไม่กระทบเกินสมควร
- ค. เลือกมาตรการรุนแรงที่สุดเสมอ
- ง. ไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบ
คำสั่งที่กระทบสิทธิควรมีความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์และข้อเท็จจริง
ข้อที่ 38: การแจ้งคำสั่งทางปกครองควรทำเพื่ออะไร
- ก. ให้ผู้รับคำสั่งทราบผลและสามารถใช้สิทธิได้
- ข. เพื่อให้คำสั่งไม่มีผลใช้บังคับ
- ค. เพื่อปิดบังเหตุผล
- ง. เพื่อเลี่ยงการอุทธรณ์
การแจ้งเป็นเงื่อนไขสำคัญให้บุคคลทราบสิทธิ หน้าที่ และแนวทางโต้แย้ง
ข้อที่ 39: เจ้าหน้าที่ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อพบว่าตนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคู่กรณี
- ก. แจ้งเหตุและหลีกเลี่ยงการพิจารณาหากกระทบความเป็นกลาง
- ข. ดำเนินการต่อโดยไม่เปิดเผย
- ค. เร่งออกคำสั่งทันที
- ง. ให้คู่กรณีอีกฝ่ายหาหลักฐานเอง
ความเป็นกลางเป็นหัวใจของกระบวนการทางปกครอง
ข้อที่ 40: คำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อประชาชนควรใช้ภาษาลักษณะใด
- ก. ใช้ถ้อยคำคลุมเครือเท่านั้น
- ข. ชัดเจน เข้าใจได้ และระบุสาระสำคัญครบถ้วน
- ค. ไม่ต้องระบุผู้รับคำสั่ง
- ง. กำกวมเพื่อให้ตีความกว้าง
ภาษาที่ชัดเจนช่วยลดข้อพิพาทและทำให้ผู้รับคำสั่งปฏิบัติได้ถูกต้อง